กลยุทธ์การเทรดระหว่างวันและระยะกลาง - กลยุทธ์การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับมืออาชีพ (ทองคำและน้ำมัน)
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

กลยุทธ์การเทรดระหว่างวันและระยะกลาง

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน เหมาะกับการเทรดระหว่างวันและการเทรดระยะกลางมากกว่า เนื่องจากมีความผันผวนสูงมากและอาจไม่เหมาะกับการเทรดระยะยาว ในทางตรงกันข้าม ทองคำอาจเหมาะกับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้

ในบทที่ 6 คุณจะได้เรียนรู้กลยุทธ์การเทรดน้ำมันและทองคำในระยะสั้นและระยะกลาง พร้อมตัวอย่างการเทรดจริง

 

การเทรดระหว่างวัน (Intraday Trading) คืออะไร

การเทรดรูปแบบนี้หมายถึงการซื้อและขายภายในวันเดียว เช่น การเทรดแบบ Scalping หรือ Day Trading โดยเทรดเดอร์สามารถเปิดสถานะภายในเวลาไม่กี่นาทีหรือไม่กี่วินาที และคาดว่าจะปิดสถานะทั้งหมดภายในสิ้นวัน ความเสี่ยงโดยทั่วไปมาจากความถี่ในการเทรดและความผันผวนของราคา

 

กลยุทธ์ Scalping

Scalping เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในช่วงสั้น ๆ โดยมักถือสถานะตั้งแต่ไม่กี่วินาทีไปจนถึงไม่กี่นาที รูปแบบการเทรดนี้จัดเป็นการเทรดรายวัน และได้รับการออกแบบโดยเทรดเดอร์จาก Smart Risk Concept กลยุทธ์นี้อาศัยการเคลื่อนไหวของราคา (Price Action) โดยใช้ทั้งกรอบเวลาขนาดใหญ่ (Higher Timeframe: HTF) และกรอบเวลาขนาดเล็ก (Lower Timeframe: LTF)

 

ขั้นตอนที่ 1: วิเคราะห์โครงสร้างตลาดบนกรอบเวลาขนาดใหญ่

สิ่งแรกที่ควรระบุคือโครงสร้างตลาด (Market Structure) โดยพิจารณาว่าราคาเคลื่อนที่มาจากจุดใด และมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนที่ต่อไปในทิศทางใด

ในตัวอย่างนี้ เราจะใช้กราฟทองคำบนกรอบเวลาขนาดใหญ่เพื่ออธิบายกรณีตลาดขาขึ้น

 

ขั้นตอนที่ 2: ระบุการกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Grab หรือ Liquidity Sweep)

การกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Grab) โดยทั่วไปเกิดขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนเข้าไปแตะคำสั่งซื้อขายที่รออยู่ เพื่อดึงสภาพคล่องออกจากบริเวณดังกล่าวก่อนที่แนวโน้มจะเปลี่ยนทิศทาง จากกราฟ จะเห็นการกวาดสภาพคล่องฝั่งขาลง (Bearish Liquidity Grab) บริเวณด้านบน และการกวาดสภาพคล่องฝั่งขาขึ้น (Bullish Liquidity Grab) บริเวณด้านล่าง

scalping-strategy

 

ขั้นตอนที่ 3: รอการทะลุโครงสร้างตลาด (Break of Structure: BOS)

การกวาดสภาพคล่องฝั่งขาขึ้น (Bullish Liquidity Grab) เกิดขึ้นเมื่อราคากวาดสภาพคล่องลงต่ำกว่าจุดต่ำสุดของรอบล่าสุด (Recent Swing Low) ก่อนที่ราคาจะแสดงแรงปฏิเสธอย่างชัดเจนและปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จนนำไปสู่การทะลุโครงสร้างตลาดในทิศทางขาขึ้น (Bullish Break of Structure: BOS)

scalping-strategy

 

ขั้นตอนที่ 4: ระบุโซนคำสั่งสะสม (Order Block)

ขั้นตอนต่อไปคือการระบุโซนคำสั่งสะสม (Order Block) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทั้งการกวาดสภาพคล่อง (Liquidity Grab) และการทะลุโครงสร้างตลาด (Break of Structure: BOS) โดยบริเวณดังกล่าวจะกลายเป็นจุดที่น่าสนใจบนกรอบเวลาขนาดใหญ่ ราคามีแนวโน้มที่จะกลับมาทดสอบบริเวณนี้อีกครั้ง ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นโซนอุปสงค์ (Demand Zone) และเป็นบริเวณที่ผู้เข้าร่วมรายใหญ่ (Smart Money) กลับเข้ามาในตลาด

scalping-strategy

วิธีระบุโซนคำสั่งสะสม (Order Block)

how-to-identify-an-order-block

Order Block คือบริเวณราคาที่มีปริมาณคำสั่งซื้อขายจำนวนมากเกิดขึ้นก่อนการเคลื่อนไหวของราคาอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้ ราคาจึงมักมีปฏิกิริยาหรือเกิดการกลับตัวเมื่อกลับเข้าสู่บริเวณดังกล่าว

  • ในกรณีขาลง โซนคำสั่งสะสมฝั่งขาลง (Bearish Order Block) คือแท่งเทียนขาขึ้นแท่งสุดท้าย หรือกลุ่มแท่งเทียนขาขึ้นชุดสุดท้าย ก่อนเกิดการเคลื่อนไหวขาลงอย่างรุนแรงที่นำไปสู่การเกิด Break of Structure

  • ในกรณีขาขึ้น โซนคำสั่งสะสมฝั่งขาขึ้น (Bullish Order Block) คือแท่งเทียนขาลงแท่งสุดท้าย หรือกลุ่มแท่งเทียนขาลงชุดสุดท้าย ก่อนเกิดการเคลื่อนไหวขาขึ้นอย่างรุนแรงที่นำไปสู่การเกิด Break of Structure

 

ขั้นตอนที่ 5: รอให้ราคากลับมาทดสอบ Order Block

scalping-strategy

หลังจากระบุ Order Block แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือรอให้ราคากลับเข้าสู่บริเวณดังกล่าว

 

ขั้นตอนที่ 6: สังเกตสัญญาณการกลับตัวบนกรอบเวลาขนาดเล็ก

ปรับลงมายังกรอบเวลาขนาดเล็กเพื่อสังเกตสัญญาณการกลับตัว ซึ่งอาจประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาด (Market Structure Shift) การเปลี่ยนลักษณะของตลาด (Change of Character: CHoCH) หรือสัญญาณกลับตัวอื่น ๆ เช่น Inverse Fair Value Gap (IFVG) หรือรูปแบบการกลับตัวแบบตัว V (V-Shaped Reversal Pattern)

scalping-strategy

 

ขั้นตอนที่ 7: เข้าออเดอร์และกำหนดจุดทำกำไร

สำหรับการกำหนดจุดเข้าโดยใช้รูปแบบนี้ มี 2 วิธี ได้แก่

scalping-strategy

  • วิธีที่ 1 เข้าออเดอร์ทันทีหลังจากเกิด Inverse Fair Value Gap (IFVG) โดยเปิดสถานะเมื่อแท่งเทียนถัดไปเกิดขึ้น และกำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ไว้ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของรอบล่าสุด

scalping-strategy

  • วิธีที่ 2 วางคำสั่ง Buy Limit ไว้ที่จุดสูงสุดของ IFVG ที่เพิ่งเกิดขึ้น และรอให้ราคาย่อตัวกลับเข้าสู่บริเวณดังกล่าวเพื่อเปิดสถานะ

สำหรับจุดทำกำไร (Take-Profit) สามารถกำหนดเป้าหมายไว้ที่สภาพคล่องฝั่งซื้อ (Buy-Side Liquidity) ที่ใกล้ที่สุดบนกรอบเวลาปัจจุบัน หรือหากต้องการติดตามการเคลื่อนไหวของราคาที่กว้างขึ้น อาจใช้ระดับราคาสำคัญบนกรอบเวลาขนาดใหญ่เป็นเป้าหมาย แนวทางการเข้าออเดอร์ลักษณะนี้อาจให้อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-to-Reward Ratio) ที่ดีขึ้น เนื่องจากเป็นแนวทางที่ค่อนข้างระมัดระวังมากกว่า

 

กลยุทธ์ Day Trading

การเทรดรายวัน หรือ Day Trading เป็นกลยุทธ์การซื้อและขายสถานะภายในวันซื้อขายเดียวกัน โดยไม่ถือสถานะข้ามคืน กลยุทธ์ในตัวอย่างนี้นำเสนอโดย TradingLab และเรียกว่า กลยุทธ์ AMD ซึ่ง AMD ย่อมาจากวงจรตลาด ช่วงสะสมสถานะ (Accumulation), ช่วงสร้างความเคลื่อนไหวหลอก (Manipulation) และช่วงกระจายตัวของราคา (Distribution) ซึ่งใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money)

accumulation-manipulation-distribution

  • ช่วงการสะสมสถานะ (Accumulation) เกิดขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนไหวออกด้านข้าง ซึ่งบ่งชี้ว่าผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money) กำลังสะสมสถานะอย่างค่อยเป็นค่อยไป

  • ช่วงการสร้างความเคลื่อนไหวหลอก (Manipulation) เกิดขึ้นเมื่อตลาดเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันเพื่อกระตุ้นให้เทรดเดอร์รายย่อยตัดสินใจผิดพลาด เช่น การเคลื่อนไหวไปแตะจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) หรือกระตุ้นให้เข้าออเดอร์ก่อนเวลา

  • ช่วงการกระจายตัวของราคา (Distribution) แสดงถึงการเกิดแนวโน้มที่แข็งแกร่ง และบ่งชี้ถึงการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมตลาดรายใหญ่ (Smart Money)

 

ขั้นตอนที่ 1: กำหนดทิศทางตลาดบนกรอบเวลา 1 ชั่วโมง

การใช้กรอบเวลา 1 ชั่วโมง (1H) ช่วยให้เห็นโครงสร้างตลาดได้ชัดเจนขึ้น เช่น ราคากำลังสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่สูงขึ้นและจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้น หรือกำลังสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่ต่ำลงและจุดต่ำสุดใหม่ที่ต่ำลง

mark-1H-timeframe-bias

 

ขั้นตอนที่ 2: ยืนยันสัญญาณบนกรอบเวลาขนาดเล็ก

กลยุทธ์นี้กำหนดช่วงเวลาการเทรดไว้ระหว่าง 10:00–11:30 น. ตามเขตเวลา EST หรือ 30 นาทีหลังจากตลาดเปิด

lower-timeframe-confirmation

จากนั้นทำเครื่องหมายช่วงเวลาดังกล่าวด้วยเส้นสีเหลืองบนกรอบเวลา 5 นาที หากราคาเคลื่อนออกนอกบริเวณที่กำหนด จะไม่มีการเข้าเทรด

lower-timeframe-confirmation

จากตัวอย่าง ตลาดเริ่มต้นด้วยช่วง Accumulation ก่อนเข้าสู่ช่วง Manipulation และขั้นตอนต่อไปคือการเข้าร่วมในช่วง Distribution เนื่องจากได้ระบุไว้แล้วว่าตลาดอยู่ในภาวะขาขึ้น จึงเตรียมรับการเคลื่อนไหวของราคาในทิศทางขาขึ้น

 

ขั้นตอนที่ 3: มองหา Fair Value Gap

Fair Value Gap คือช่องว่างของราคาที่เกิดจากการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว โดยมีช่องว่างระหว่างแท่งเทียนแท่งแรกและแท่งที่สาม ในบริเวณที่เกิด Manipulation จะปรากฏช่องว่างของราคา จากนั้นรอให้ราคากลับมาที่ Fair Value Gap ซึ่งใช้เป็นการยืนยันเพิ่มเติมถึงโมเมนตัมขาขึ้นที่แข็งแกร่ง

lower-timeframe-confirmation

 

ขั้นตอนที่ 4: กำหนดจุดเข้าและจุดทำกำไร

เมื่อราคาเข้ามาแตะบริเวณดังกล่าวและปรับตัวสูงขึ้นพร้อมแท่งเทียนที่แข็งแกร่ง จะเป็นการยืนยันเพิ่มเติมของการเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop-Loss) ไว้ต่ำกว่าจุดต่ำสุดของรอบล่าสุด และกำหนดจุดทำกำไร (Take-Profit) ไว้ที่จุดสูงสุดของรอบก่อนหน้า

lower-timeframe-confirmation

 

การเทรดระยะกลาง (Medium-Term Trading) คืออะไร

การเทรดระยะกลาง (Medium-Term Trading) เป็นการถือสถานะเป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด เช่น การเทรดแบบ Swing Trading หรือ Trend Following

 

กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม (Trend Following Strategy)

กลยุทธ์การเทรดตามแนวโน้ม หรือ Trend-Following Strategy เป็นแนวทางที่เทรดเดอร์ใช้เส้นตรงเพื่อประกอบการหาจังหวะซื้อในแนวโน้มขาขึ้นและขายในแนวโน้มขาลง โดยเส้นดังกล่าวสามารถทำหน้าที่เป็นบริเวณแนวรับหรือแนวต้านสำหรับการพิจารณาจุดเข้าและการบริหารความเสี่ยง กลยุทธ์การเทรดตามเส้นแนวโน้มในตัวอย่างนี้เป็นแนวทางที่นำเสนอโดย Tori Trades ซึ่งระบุว่าใช้กลยุทธ์ดังกล่าวมาเป็นเวลามากกว่า 8 ปี

trend-following-strategy-setting

เราใช้เครื่องมือ Ray บน TradingView เพื่อเชื่อมเส้นแนวโน้มจากจุด A ไปยังจุด B

 

ขั้นตอนที่ 1: วิเคราะห์แบบ Top-Down บนกรอบเวลารายเดือน

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, Monthly; TradingView

เริ่มต้นจากกราฟราคา Bitcoin บนกรอบเวลารายเดือน เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูลย้อนหลังได้มากที่สุด โดยเริ่มทำเครื่องหมายจากจุดต่ำสุดไปยังจุดสูงสุด และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเส้นที่ลากไม่ทับกับข้อมูลราคา

จากกราฟจะเห็นว่ามีจุดสัมผัสอยู่แล้ว 3 จุด แต่ยังมีจุดอื่น ๆ ที่สามารถระบุเพิ่มเติมบนกรอบเวลารายเดือนได้ ดังนั้นจึงใช้เครื่องมือ Ray อีกเส้นหนึ่งเพื่อเชื่อมจากจุดล่าสุดไปยังจุดถัดไป

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, Monthly; TradingView

จากกราฟยังมีจุดอื่นที่สามารถเชื่อมต่อเพิ่มเติมได้ โดยดำเนินการต่อไปจนถึงจุดล่าสุดตามภาพด้านล่าง

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, Monthly; TradingView

เมื่อเชื่อมจุดสัมผัสด้านล่างทั้งหมดแล้ว ยังคงต้องลากเส้นแนวโน้มต่อขึ้นไป เนื่องจากเส้นดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นระดับแนวต้านสำคัญ

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, Monthly; TradingView

เมื่อวิเคราะห์แบบ Top-Down บนกรอบเวลารายเดือนเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์กรอบเวลารายสัปดาห์

 

ขั้นตอนที่ 2: วิเคราะห์แบบ Top-Down บนกรอบเวลารายสัปดาห์

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, Weekly; TradingView

บนกรอบเวลารายสัปดาห์ ให้เชื่อมเส้นที่มาจากกรอบเวลารายเดือนและปรับให้ละเอียดขึ้นจนสามารถเชื่อมจุดต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดไม่เพียงพอที่จะเชื่อมต่อได้อย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้กรอบเวลาที่เล็กลงต่อไป

 

ขั้นตอนที่ 3: วิเคราะห์แบบ Top-Down บนกรอบเวลารายวัน

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, Daily; TradingView

เชื่อมเส้นแนวโน้มจากกรอบเวลารายสัปดาห์เข้ากับกรอบเวลารายวัน โดยตรวจสอบให้แน่ใจว่าเส้นแนวโน้มสอดคล้องกับจุดข้อมูลและไม่ลากทับจุดดังกล่าว

 

ขั้นตอนที่ 4: วิเคราะห์แบบ Top-Down บนกรอบเวลา 4 ชั่วโมง

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, 4H; TradingView

บนกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (4H) ให้กำหนดระดับแนวต้านสำคัญ เมื่อไม่สามารถลากเส้นต่อไปได้แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

 

ขั้นตอนที่ 5: รอการทะลุระดับราคา (Breakout)

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, 4H; TradingView

รอให้ราคาทะลุแนวรับลงมาพร้อมโมเมนตัมขาลงที่แข็งแกร่ง

 

ขั้นตอนที่ 6: เข้าออเดอร์และกำหนดจุดทำกำไร

trend-followingstrategy

แหล่งที่มา: Bitcoin, 4H; TradingView

กำหนดจุดเข้าและ Take-Profit ไว้ที่แนวรับถัดไป พร้อมกำหนด Stop-Loss ไว้เหนือจุดสูงสุดของรอบล่าสุด การเทรดลักษณะนี้อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์กว่าราคาจะเคลื่อนไปถึงระดับเป้าหมาย

 

กลยุทธ์ Swing Trading

กลยุทธ์ Swing Trading เป็นการถือสถานะเป็นเวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์เพื่อทำกำไร โดยเทรดเดอร์บางรายอาจใช้การทะลุระดับราคา (Breakout) การย่อตัว (Pullback) หรือแนวรับและแนวต้าน (Support and Resistance) เพื่อประกอบการเข้าเทรดในระยะกลาง ในตัวอย่างนี้ เราจะใช้แนวรับและแนวต้าน

 

ขั้นตอนที่ 1: ระบุโครงสร้างตลาดบนกรอบเวลา 4 ชั่วโมง

swing-trading-strategy

แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Future, 4H; TradingView

จากกราฟราคาสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ WTI ขนาดไมโคร (Micro WTI Crude Oil Futures) บนกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (4H) ราคายังคงเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น โดยสร้างจุดสูงสุดใหม่ที่สูงขึ้น (Higher High: HH) และจุดต่ำสุดใหม่ที่สูงขึ้น (Higher Low: HL) อย่างต่อเนื่อง

swing-trading-strategy

แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Future, 4H; TradingView

หลังจากทำจุดสูงสุดล่าสุด ราคาเริ่มเคลื่อนไหวออกด้านข้างในบริเวณพักตัว

 

ขั้นตอนที่ 2: กำหนดระดับแนวรับและแนวต้าน

swing-trading-strategy

แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Future, 4H; TradingView

แนวรับและแนวต้านที่ใช้ในกลยุทธ์นี้จะกำหนดเป็นเส้นแนวนอนเท่านั้น และต้องมีจุดสัมผัสอย่างน้อย 3 จุดเพื่อใช้เป็นการยืนยัน ในการลากระดับดังกล่าว สามารถลากเส้นผ่านไส้แท่งเทียนได้ แต่ไม่ควรลากผ่านเนื้อแท่งเทียน โดยกำหนดเส้นทั้งสองบนกรอบเวลา 4 ชั่วโมง (4H) เนื่องจากระดับบนกรอบเวลาขนาดใหญ่มีความเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์มากกว่ากรอบเวลาขนาดเล็ก

 

ขั้นตอนที่ 3: ตรวจสอบการยืนยัน Breakout บนกรอบเวลา 1 ชั่วโมง

swing-trading-strategy

แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Future, 1H; TradingView

บนกรอบเวลา 1 ชั่วโมง (1H) ให้ตรวจสอบการยืนยันการ Breakout จากตัวอย่าง ราคาทะลุระดับขึ้นไปก่อนกลับมาทดสอบบริเวณเดิม (Retest) และเกิดแท่งเทียนสีเขียวขนาดใหญ่ในลักษณะกลับตัว ข้อมูลดังกล่าวแสดงว่าโมเมนตัมขาขึ้นกำลังเพิ่มขึ้น และบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการเข้าเทรดฝั่ง Long

 

ขั้นตอนที่ 4: เข้าออเดอร์และกำหนด Take-Profit

swing-trading-strategy

แหล่งที่มา: Micro WTI Crude Oil Future, 1H; TradingView

เข้าออเดอร์หลังจากเกิด Retest จากนั้นกำหนด Take-Profit ไว้ที่จุดสูงสุดก่อนหน้า และกำหนด Stop-Loss ไว้ต่ำกว่าระดับแนวต้าน

 

สรุปสาระสำคัญ

  • กลยุทธ์การเทรดระหว่างวันเป็นการเปิดและปิดคำสั่งซื้อขายภายในวันเดียวกัน เช่น Scalping และ Day Trading

  • Day Trading และ Scalping อาจเหมาะกับช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง หรือเมื่อนำมาใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ข่าว

  • กลยุทธ์การเทรดระยะกลางประกอบด้วยแนวทางต่าง ๆ เช่น Trend Following และ Swing Trading โดยอาจถือสถานะเป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

ถัดไป: การบริหารความเสี่ยงและการรับมือกับความผันผวนสูง
บทเรียนถัดไป