บทนำสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ - กลยุทธ์การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ระดับมืออาชีพ (ทองคำและน้ำมัน)
Logo
การซื้อขายมีความเสี่ยงสูง คุณอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมด

คอร์สการเทรดออนไลน์ของ XS

เพิ่มพูนความรู้ของคุณด้วยคอร์สการเทรดออนไลน์ฟรีจาก

โซลูชั่นก็อปปี้เทรด

บทนำสู่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

สินค้าโภคภัณฑ์มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะทองคำและน้ำมัน ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจโลก

สินค้าโภคภัณฑ์สามารถซื้อขายผ่านสัญญาฟิวเจอร์ส (Futures Contracts) ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันจัดเก็บได้ยากกว่าทองคำ จึงต้องใช้พื้นที่จัดเก็บขนาดใหญ่กว่า และมีต้นทุนเพิ่มเติมทั้งด้านการขนส่งและการประกันภัย ขณะที่ทองคำสามารถจัดเก็บได้สะดวกกว่าและไม่เสื่อมสภาพตามกาลเวลา

ด้วยเหตุนี้ ทองคำจึงมีทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลาย และได้รับเลือกให้เป็นสินค้าโภคภัณฑ์รายการแรกที่เปิดตัวผ่านกองทุน Gold Bullion Securities ETF ในตลาดหลักทรัพย์ออสเตรเลีย (ASX) เมื่อปี 2003 ตามข้อมูลของ World Gold Council

ในบทนี้ คุณจะได้เรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ ความแตกต่างระหว่างทองคำและน้ำมัน ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงเหตุผลที่สภาพคล่องและความผันผวนมีความสำคัญต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

 

สินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดการเงินคืออะไร

สินค้าโภคภัณฑ์คือวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อการผลิตสินค้าอื่น โดยต้องเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพที่กำหนดสำหรับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ความบริสุทธิ์ เกรด และคุณภาพทางกายภาพ

soft-vs-hard-commodities

สินค้าโภคภัณฑ์สามารถแบ่งออกเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่ภาคการเกษตร (Hard Commodities) และสินค้าโภคภัณฑ์ภาคเกษตร (Soft Commodities) ซึ่งสามารถซื้อขายผ่านตลาดสปอต (Spot) สัญญาฟิวเจอร์ส (Futures) ออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส (Options on Futures) และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบ Forward ในตลาดหลักทั่วโลก ดังนี้

  • สินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่ภาคการเกษตร (Hard Commodities) เช่น น้ำมัน ทองคำ และทรัพยากรธรรมชาติ มีการซื้อขายในตลาดสำคัญหลายแห่งทั่วโลก เช่น Intercontinental Exchange (ICE) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (New York Stock Exchange: NYSE) ขณะที่ Chicago Board of Trade (CBOT) ให้บริการซื้อขายสัญญาฟิวเจอร์สและออปชันสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์

  • สินค้าโภคภัณฑ์ภาคเกษตร (Soft Commodities) เช่น สินค้าเกษตรอย่างโกโก้ อะโวคาโด และอ้อย สามารถซื้อขายใน New York Mercantile Exchange (NYMEX) เป็นหนึ่งในตลาดซื้อขายพลังงานที่สำคัญของโลก และ London Metal Exchange (LME) ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายโลหะอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก

 

ทองคำและน้ำมันแตกต่างกันอย่างไรในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน

ทองคำเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในการซื้อขาย และสามารถซื้อขายได้ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Forex) ขณะที่น้ำมันก็จัดเป็นสินค้าโภคภัณฑ์และมีการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เช่นกัน สินทรัพย์ทั้งสองมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งทำให้มีลักษณะแตกต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่น เมื่อสภาวะเศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอน นักลงทุนมักเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น

ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Asset) และราคามักปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตทั่วโลก ขณะที่ราคาน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้นเมื่ออุปสงค์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลที่สำคัญของโลก

ตามข้อมูลของ Investreet Academy ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อราคาน้ำมันและทองคำ รวมถึงสะท้อนความแตกต่างของสินทรัพย์ทั้งสองในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ดังนี้

ทองคำ

น้ำมัน

ราคาทองคำได้รับอิทธิพลจากอุปสงค์และอุปทาน เมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้น ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และเมื่ออุปสงค์ลดลง ราคาทองคำมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ราคาน้ำมันได้รับอิทธิพลจากอุปสงค์และอุปทาน เมื่ออุปทานเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ภาวะอุปทานส่วนเกินหรืออุปสงค์ที่ลดลงก็สามารถกดดันราคาน้ำมันได้

ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe-Haven Asset) ในช่วงที่เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น ผู้คนมักเลือกถือครองทองคำ เนื่องจากราคาทองคำอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันสะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ดอลลาร์สหรัฐและทองคำมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อราคาทองคำเพิ่มขึ้น ดอลลาร์สหรัฐมักอ่อนค่าลง และในทางกลับกัน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่คาดคิดซึ่งส่งผลกระทบเชิงลบต่อห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มความผันผวน ราคาน้ำมันมักปรับตัวสูงขึ้น ดังที่พบในเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางและรัสเซีย

ธนาคารกลางมักถือครองทองคำสำรอง ในปริมาณมากเพื่อกระจายความเสี่ยงของทุนสำรองของประเทศ เมื่อธนาคารกลางขายทองคำสำรอง อุปทานทองคำในตลาดมักเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลง

นโยบายของธนาคารกลางยังมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อราคาทองคำ โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ย นักลงทุนจึงควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ยประกอบการตัดสินใจซื้อหรือขาย

องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) มีบทบาทสำคัญต่อปริมาณอุปทานน้ำมันผ่านการประสานนโยบายระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มหรือลดปริมาณการผลิตน้ำมัน และส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก

โดยทั่วไป ราคาทองคำและน้ำมันอาจมีความสัมพันธ์เชิงบวก แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวมักได้รับอิทธิพลจากปัจจัยร่วม เช่น วิกฤตเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

ตัวอย่าง

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากความไม่แน่นอน ขณะเดียวกัน ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นต่อสินทรัพย์ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันเสมอไป และมักมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความขัดแย้งระดับโลก เช่น สงคราม

 

เหตุใดสินค้าโภคภัณฑ์จึงมีความสำคัญต่อพอร์ตการลงทุน

การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ช่วยกระจายความเสี่ยงและสามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ (Inflation Hedge) ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบจากเงินเฟ้อในช่วงที่ระดับราคาปรับตัวสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจำนวนมากจึงเลือกสินค้าโภคภัณฑ์เพื่อช่วยรักษามูลค่าความมั่งคั่งภายในพอร์ตในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง

 

ตัวอย่าง

กราฟด้านล่างแสดงผลการดำเนินงานของสินค้าโภคภัณฑ์ภายใต้สภาวะเงินเฟ้อต่ำและเงินเฟ้อสูง รวมถึงผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการลงทุน ข้อมูลดังกล่าวจัดทำขึ้นโดย Vanguard Capital Markets Model (VCMM) ณ วันที่ 30 กันยายน 2018

แบบจำลองใช้ดัชนีอ้างอิงเพื่อประมาณการผลตอบแทนของสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น หุ้นสหรัฐฯ หุ้นนอกสหรัฐฯ ตราสารหนี้ และสินค้าโภคภัณฑ์

ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจริงหรือการรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคต แต่เป็นกรณีศึกษาที่ใช้การจำลอง 10,000 ครั้งสำหรับผลลัพธ์ของสินทรัพย์แต่ละประเภท ซึ่งผลลัพธ์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา

commodity-investing-corporate-vanguard

แหล่งที่มา: Commodity investing and its role in a portfolio; Corporate Vanguard

ผลลัพธ์แสดงความสัมพันธ์ในเชิงบวก โดยสัดส่วนการจัดสรรสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นตามระดับเงินเฟ้อ จากข้อมูลของ Vanguard พอร์ตแบบสมดุล 60/40 จัดสรรเงินลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เพียง 1% ในช่วงที่เงินเฟ้อต่ำ แต่สามารถเพิ่มสัดส่วนเป็น 5% ในช่วงที่เงินเฟ้อสูงขึ้น

ในทำนองเดียวกัน สำหรับพอร์ตแบบ 80/20 สัดส่วนการกระจายการลงทุนไปยังสินค้าโภคภัณฑ์สามารถเพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 10.3% ในช่วงที่เงินเฟ้อสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของตลาดเมื่อเกิดภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน รวมถึงผลกระทบต่อราคาและผลขาดทุนของสินทรัพย์แบบดั้งเดิม เช่น พันธบัตรและหุ้น

สินค้าโภคภัณฑ์สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกระจายความเสี่ยงและป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ ซึ่งอาจช่วยรักษาอำนาจซื้อของพอร์ตท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

 

สภาพคล่องและความผันผวนทำงานอย่างไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

สภาพคล่องและความผันผวนเป็นสองปัจจัยที่นักลงทุนใช้พิจารณาในการประเมินตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ เนื่องจากช่วยสะท้อนว่าสินทรัพย์สามารถซื้อขายได้ง่ายเพียงใด และราคามีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใดเมื่อเวลาผ่านไป

 

สภาพคล่องคืออะไร

สภาพคล่อง (Liquidity) ใช้วัดว่าสินทรัพย์สามารถซื้อหรือขายในตลาดการเงินได้รวดเร็วเพียงใด โดยไม่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เช่น สินค้าโภคภัณฑ์อย่างน้ำมัน ทองคำ โกโก้ หรือน้ำตาล

เมื่อตลาดมีสภาพคล่องสูง ผู้เข้าร่วมตลาดสามารถเปิดหรือปิดสถานะได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปมีความเสี่ยงต่ำกว่า ขณะที่ตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำมักมีส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อและราคาเสนอขาย (Spread) ที่กว้างขึ้น

 

ตัวอย่าง

ทองคำเป็นหนึ่งในสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการซื้อขายมากที่สุด โดยซื้อขายอยู่ที่เกือบ $4,700 ต่อออนซ์ ณ เดือนพฤษภาคม 2026 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นจาก $61 เป็น $126 ก่อนย่อตัวลงมาอยู่ที่ $95 ตามข้อมูลของ Gold Silver

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าทองคำและน้ำมันดิบเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง ทำให้สามารถซื้อและขายได้ค่อนข้างสะดวก ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ สถาบันการเงิน และนักลงทุนถือครองเป็นทุนสำรอง

ขณะที่น้ำมันได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอุปสงค์และอุปทานทั่วโลก และเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากถูกนำไปใช้ในภาคพลังงาน การขนส่ง และอุตสาหกรรม

 

ความผันผวนคืออะไร

ความผันผวน (Volatility) ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้รับอิทธิพลจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานในแต่ละภูมิภาค ภาวะเศรษฐกิจโลก และความตึงเครียดระหว่างประเทศ โดยความผันผวนเกิดขึ้นเมื่อราคาเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในระดับโลก เมื่อตลาดมีความผันผวนสูง ราคาอาจปรับขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความผันผวนต่ำหมายถึงราคามีแนวโน้มเคลื่อนไหวค่อนข้างคงที่

 

ตัวอย่าง

strait-of-hormuz-maro-band

แหล่งที่มา: Maro Bond

จากความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อุปทานน้ำมันลดลงเหลือ 6.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน การปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดฟิวเจอร์สและออปชันสะท้อนถึงกระแสเงินทุนและความคาดหวังของนักลงทุน ซึ่งสามารถเพิ่มความผันผวนของตลาดได้

trading-view-crude-oil-1H

แหล่งที่มา: TradingView; Crude Oil Brent Cash, 1H

ตามข้อมูลของ Gold Broker ปริมาณการซื้อขายน้ำมันเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสะท้อนถึงความผันผวนของตลาดในปี 2026 นักลงทุนรายย่อยจำนวนมากเข้าซื้อขายเพื่อแสวงหาโอกาสจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ต่อมาราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง หลังสถานะที่ใช้ Leverage สูงถูกบังคับปิด (Liquidation) ตามที่คาดการณ์ไว้

 

สรุปบทเรียน

  • การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ครอบคลุมสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่ภาคการเกษตร เช่น ทองคำ ทองแดง และน้ำมัน รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ภาคเกษตร เช่น น้ำตาล โกโก้ และกาแฟ

  • ทองคำและน้ำมันมีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่สัมพันธ์กับดอลลาร์สหรัฐแตกต่างจากสินทรัพย์เพื่อการลงทุนประเภทอื่น

  • ทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่น้ำมันถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของภาวะเศรษฐกิจโลก

ถัดไป: ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อราคาทองคำและน้ำมัน
บทเรียนถัดไป